Lighting วัดอรุณ
Lighting วัดอรุณ

‘เปิดตำนาน’ ปูชนียสถาน! ‘พระปรางค์วัดอรุณฯ’ บูรณะเสร็จ! สมโภชยิ่งใหญ่ 27 ธ.ค.60- 5 ม.ค.61

หลังจากที่พระปรางค์วัดอรุณฯประสบปัญหาทรุดโทรมอย่างหนักหน่วงมาโดยตลอดแล้วนั้น จวบจนล่าสุดได้มีการบูรณะครั้งใหญ่ในส่วนของพระปรางค์ทั้งหมด

การบูรณะเริ่มตั้งแต่ในปีงบประมาณ 2556 ถึงปีงบประมาณ 2558 กรมศิลปากร ได้รับการจัดสรรงบประมาณ ไม่ครบตามกำหนด ทำให้การบูรณะพระปรางค์ไม่แล้วเสร็จ

1 31 464x696

ด้วยเหตุนี้กรมศิลปากรจึงได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมอีก 2 ปี เพื่อให้การบูรณะพระปรางค์แล้วเสร็จสมบูรณ์ ภายในปี 2560 นี้

บัดนี้งานบูรณะแล้วเสร็จสมบูรณ์ พร้อมทั้งได้เตรียมจัดงานสมโภชยิ่งใหญ่ ในวันที่ 27 ธันวาคม 2560 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2561 รวม 10 วัน 10 คืน กล่าวสำหรับในมุมมองของคนไทยทั้งประเทศ ล้วนมีมุมคิดกับพระปรางค์วัดอรุณฯ สำนึกได้ถึงคือความประทับใจที่มีให้กับคนไทยเป็นจำนวนมาก

2 19 696x464

เนื่องเพราะนี่คือพระปรางค์ที่ได้ชื่อว่ายิ่งใหญ่ และสวยงามที่สุดของเมืองไทย อีกทั้งยังถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์อันสำคัญของประเทศไทย ของกรุงเทพมหานคร และของแม่น้ำเจ้าพระยาอีกด้วย

ภาพของพระปรางค์วัดอรุณฯ เมื่อมองจากทางฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยานั้น ถือเป็นหนึ่งในภาพอันงดงามของสยามประเทศ ถึงพร้อมด้วยพุทธศิลป์ไทย ที่คงเอกลักษณ์แยบยล ผสานกับความเป็นไทยอย่างถ่องแท้

3 18 433x696

ที่ผ่านมา ชาวต่างชาติ ได้ใช้ภาพพระปรางค์วัดอรุณฯ สื่อในความเป็นไทย และปรากฏในสื่อสารต่างๆ อีกหลายเรื่อง พอเห็นภาพพระปรางค์กับแม่น้ำเจ้าพระยามีเรือแล่นผ่าน ก็รู้ทันทีว่านี่คือเมืองหลวงของไทย

ย้อนไปศึกษาความเป็นมาของ วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร ตั้งอยู่แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร ทิศตะวันออกติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ทิศเหนือจรดคลองนครบาล หรือคลองวัดแจ้ง ทิศใต้ติดกับเขตพระราชวังเดิม ทิศตะวันตกมีถนนอรุณอมรินทร์ตัดผ่าน

4 10 465x696

วัดแห่งนี้เป็นวัดเก่าที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นภายหลังการขุดคลองลัดแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณคอคอดแม่น้ำเจ้าพระยาสายเดิม หรือปากคลองบางกอกน้อย และปากคลองบางกอกใหญ่ หรือคลองบางหลวงในปัจจุบัน

เมื่อครั้งรัชกาลสมเด็จพระเจ้าไชยราชาธิราช ราวปีพุทธศักราช 2065 ลงมา

5 10 696x464

เดิมชื่อ “วัดบางมะกอก” หรือ “วัดมะกอก” สถาปัตยกรรมที่สำคัญภายในวัด ที่เป็นหลักฐานแสดงถึงประวัติศาสตร์ที่มีตั้งแต่กรุงศรีอยุธยา ได้แก่ พระอุโบสถ พระวิหาร และพระมหาธาตุเจดีย์องค์เดิม

ต่อมา พ.ศ. 2310 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มีพระราชประสงค์ ย้ายราชธานีมาตั้ง ณ กรุงธนบุรี จึงเสด็จกรีฑาทัพล่องลงมาทางชลมารคถึงหน้าวัดมะกอก เมื่อเวลารุ่งอรุณพอดี จึงทรงเปลี่ยนชื่อวัดมะกอกเป็น “วัดแจ้ง” เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งนิมิต ที่ได้เสด็จมาถึงวัดนี้เมื่อเวลาอรุณรุ่ง

7 5 465x696

เมื่อพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงเห็นว่ากรุงศรีอยุธยาถูกพม่าเผาทำลายจนยากที่จะบูรณะกลับคืนได้ ประกอบพระองค์ทรงมีกำลังพลไม่มากนัก จึงโปรดให้ตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานีแทน และได้ทรงสร้างพระราชวังใหม่ มีการขยายเขตพระราชฐาน เป็นเหตุให้วัดแจ้งตั้งอยู่กลางพระราชวัง ในช่วงเวลาที่กรุงธนบุรีเป็น ราชธานี ถือกันว่าวัดแจ้ง เป็นวัดคู่บ้าน คู่เมือง

6 5 391x696

จวบจนพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราช รัชกาลที่ 1 เสด็จเถลิงถวัลราชสมบัติ ได้โปรดให้สร้างราชธานีใหม่ ณ กรุงรัตนโกสินทร์ และได้ทรงอัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐาน ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อปี 2327 นอกจากนั้นพระองค์ทรงมอบหมายให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงอิสุนทร (. 2) เป็นผู้ดำเนินการปฏิสังขรณ์วัดแจ้งแต่ยังไม่ทันแล้วเสร็จ พระองค์เสด็จสวรรคตในปี 2352 หลังจากสิ้นรัชกาลที่ 1 แล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ได้ทรงดำเนินการปฏิสังขรณ์ต่อจนเสร็จ ทั้งได้ทรงปั้นหุ่นพระพุทธรูปด้วยฝีพระหัตถ์ และโปรดให้หล่อขึ้นประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถ แล้วโปรดพระราชทาน พระนามวัดว่า วัดอรุณราชธาราม

8 1 521x696

ในสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โปรดให้ปฏิสังขรณ์วัดอรุณฯ ใหม่หมด พร้อมทั้งโปรด ให้ก่อสร้างพระปรางค์ตามแบบที่ทรงคิดขึ้นด้วย จนสำเร็จเป็นพระเจดีย์สูง 1 เส้น 13 วา 1 ศอก 1 คืบ กับ 1 นิ้ว ฐานกลมวัดโดยรอบได้ 5 เส้น 37 วา

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ ในปี พ.ศ.2394 พระองค์ได้โปรดให้สร้างและปฏิสังขรณ์สิ่งต่างๆ ในวัดอรุณฯ เพิ่มเติมอีกหลายอย่าง อีกทั้งยังได้อัญเชิญ พระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มาบรรจุไว้ที่ พระพุทธอาสน์ของพระประธานในพระอุโบสถ ที่พระองค์ทรงพระราชทานนามว่า พระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก และเมื่อได้ทรงปฏิสังขรณ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงได้พระราชทานนามวัดเสียใหม่ว่า วัดอรุณราชวราราม ดังที่เรียกกันมาจนถึงปัจจุบัน

9 1 696x464

วัดอรุณฯได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 มีการบูรณะปฏิสังขรณ์หลายอย่าง โดยเฉพาะพระปรางค์วัดอรุณฯ อีก 2 ครั้ง ในปีพุทธศักราช 2510 และ 2539 ตามลำดับ

กล่าวสำหรับปูชนียสถาน ‘พระปรางค์วัดอรุณฯ’ ก่อสร้างโดยช่างฝีมือ มีความงดงามมาก ศิลปะแบบขอม จัดเป็นปูชนียสถานที่สำคัญของประเทศ

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงมีพระราชศรัทธาและพระราชปรารพว่าให้เสริมสร้างพระปรางค์องค์นี้ให้สูงใหญ่กว่าเดิม เพื่อเป็นศรีสง่าแก่พระนคร

10 464x696

ซึ่งเดิมเป็นพระธาตุมีขนาดความสูง 8 วา หรือ 16 เมตร แต่เมื่อวางผังกำหนดการก่อสร้างได้เพียงการขุดฐานราก ก็ทรงเสด็จสวรรคตเสียก่อน ต่อมาสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงโปรดให้ดำเนินการต่อเพื่อสนองพระราชประสงค์ของพระราชบิดา โดยกำหนดให้สร้างสูง 1 เส้น 13 วา 1 ศอก 1 คืบกับ 1 นิ้ว (เท่ากับความสูง 67 เมตร เอกสารบางฉบับบอกความสูงเป็นมาตรเมตริก 81 เมตร) ฐานพระปรางค์กลมยาว 5 เส้น 17 วา (เท่ากับความยาวฐาน 234 เมตร) แต่สร้างเสร็จแค่ยกยอดนภศูลและพระมหามงกุฎต่อไว้บนยอด ใช้เวลาก่อสร้างถึง 9 ปี ก็สิ้นรัชกาลเสียก่อนจัดงานฉลอง

ในรัชสมัยรัชกาลที่ 4 ได้ทรงสร้างมณฑปเพิ่มเติม ต่อมาในปี พ.ศ. 2452 รัชสมัยรัชกาลที่ 5ได้ทรงโปรดให้บูรณะปฏิสังขรณ์ มีการประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสี ลายดอกไม้ ใบไม้ เปลือกหอยสีต่างๆ ตลอดจนเครื่องถ้วยชามเบญจรงค์ซึ่งมีลวดลายงดงามเป็นของเก่าหายาก ทำให้ดูวิจิตร ตระกานตาเป็นอย่างยิ่ง
ลักษณะทั่วไป ฐานพระปรางค์มีลักษณะทรงกลม จากพื้นฐานขึ้นไปถึงยอดสุด บริเวณรอบๆพื้นฐานมีตุ๊กตาจีนหินสลักเป็นรูปคนและสัตว์เรียงรายอยู่โดยรอบ มีกำแพงล้อม มีประตูด้านทิศตะวันออก 3 ประตู ทิศตะวันตก 2 ประตู ที่ประตูประดิษฐานพระราชลัญจกรประจำรัชกาลที่ 1-5 ตามลำดับ

11 465x696

ลักษณฐานะอีกอย่างคือเป็นมีฐานซ้อนฐาน 4 ชั้น ฐานชั้นล่างสุดมีปรางค์เล็กๆประจำอยู่ 4 มุม ฐานชั้นที่ 2 มีมณฑปประจำอยู่ 4 ทิศ แต่ละมณฑปมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ภายใน เป็นปางประสูติ ปางตรัสรู้ ปางปฐมเทศนา และปางปรินิพพาน ฐานชั้นที่ 3 มีรูปพระยามารหรือยักษ์ 64 ตนแบกอยู่ ฐานชั้นที่ 4 มีรูปพญากระบี่หรือวานร 56 ตนแบก ชั้นบนเหนือฐานชั้นที่ 4 มีรูปปั้นพระพรหมหรือเทวดา 52 องค์แบกฐานไว้ ระหว่างช่องมีรูปกินนรและกินรีสลับกันโดยรอบ เหนือขึ้นไปเป็นซุ้มคูหามีรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ เหนือซุ้มคูหามีรูปพระนารายณ์ทรงครุฑจับนาคแบกพระปรางค์อยู่โดยรอบประมาณ 16 องค์ ยอดพระปรางค์เป็นนภศูลและพระมหามงกุฏปิดทอง

ส่วนรอบๆพระปรางค์ใหญ่จะประกอบด้วยพระปรางค์เล็ก 4 องค์รูปร่างคล้ายกันเรียงรายรอบ 4 ทิศ ทิศละองค์ คือทิศเหนือ ทิศตะวันออก ทิศใต้ และทิศตะวันตก ภายในมีรูปพระอินทร์ทรง ช้างเอราวัณ กำแพงแก้วกั้น มีฐานทักษิณ 3 ชั้น มีรูปปั้นมารและกระบี่แบกฐานสลับกัน นอกจากนั้นมีซุ้ม 4 ซุ้ม มีพระนารายณ์อวตาล เชื่อว่าเพื่อปราบคนชั่วและสถาปนาธรรมขึ้นในโลก เหนือขึ้นไปเป็นยอดปรางค์ มีเทพพนม นรสิงห์ เพื่อปราบยักษ์
ทั้งหมดนี้คือประวัติความเป็นมาของปูชนียสถานพระปรางค์วัดอรุณฯ

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ พระองค์ท่านจึงโปรดฯให้จัดพิธีเฉลิมฉลองพระปรางค์แบบพอสังเขป ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดให้ทำการบูรณะพระปรางค์โดยทำรั้วเหล็กและถมลานให้สูงขึ้น ที่สำคัญคือทรงสถาปนาวัดอรุณฯขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นเอกอันดับหนึ่ง พร้อมทั้งเสด็จพระราชดำเนินมาทอดผ้าพระกฐินด้วยกระบวนพยุหมาตราทางชลมารคขึ้นเป็นครั้งแรกที่วัดแห่งนี้ ซึ่งปัจจุบันรูปพระปรางค์วัดอรุณกับเรือสุพรรณหงส์ได้ถูกนำไปทำเป็นโลโก้ของททท. เพื่อโปรโมทการท่องเที่ยวไทย

12 696x463

จวบจนในปี 2560 นี้ การบูรณะพระปรางค์ และพระมณฑป ดำเนินการแล้วเสร็จ พร้อมเตรียมจัดงานสมโภชยิ่งใหญ่ ในวันที่ 27 ธันวาคม 2560 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2561 รวม 10 วัน 10 คืน

ในโอกาสสำคัญดังกล่าวนี้คณะสงฆ์วัดอรุณราชวราราม ขอเชิญญาติโยมพุทธศาสนิกชน ร่วมงานสมโภชพระปรางค์ โดยพร้อมเพรียงกัน

 

 

 
 

Specifications

  • ข้อมูลการติดต่อ
  • กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมมือวัดอรุณฯ ,หน่วยงานรัฐ-เอกชน
  • -
  • -
  • -

ปีท่องเที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋อย่างยั่งยืน

ส่งเสริมให้ปี 2561 เป็นปีท่องเที่ยวแห่งชาติ 
และเป็นวาระแห่งชาติ

 
Logo Contest
 
 
 

ติดต่อสอบถาม

02 283 1500

เลขที่ 4 ถนนราชดำเนินนอก แขวงวัดโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร 10100

จันทร์ - ศุกร์ (เวลาราชการ)

004 Facebook  003 Twitter  001 Youtube

แผนผังเว็บไซต์

 

แผนที่ติดต่อกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

จำนวนผู้ชมนับจากวันที่ 1 พ.ย. 60 : 112506

สงวนลิขสิทธิ์ 2560 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา