ประเพณีแห่พระแข่งเรือขึ้นโขนชิงธง
ประเพณีแห่พระแข่งเรือขึ้นโขนชิงธง
วันที่ : 01 ตุลาคม 2561
สถานที่ : ถนนประชาราษฎร์ แขวงขันเงิน อำเภอหลังสวน

          หนึ่งเดียวในประเทศไทยกับประเพณีแห่พระแข่งเรือขึ้นโขนชิงธง ถือได้ว่าเป็นมรดกวัฒนธรรมแห่งลุ่มน้ำหลังสวน ที่มีการสืบทอดกันมามากกว่า 100 ปี จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในวันออกพรรษา (แรม 1 ค่ำ เดือน 11) ในตอนเช้าชาวพุทธอำเภอหลังสวนทำบุญตักบาตรที่วัด แห่ขบวนเรือ ตอนบ่ายก็มีการละเล่นที่สนุกสนานด้วยการแข่งขันพายเรือยาว การแข่งขันพายเรือยาวของชาวอำเภอหลังสวนมีเอกลักษณ์ กล่าวคือ การแข่งพายเรือตัดสินกันด้วยธง นายหัวเรือลำใดสามารถคว้าธงที่ทุ่นเส้นชัยได้ก่อนโดยที่ไม่ตกน้ำ เรือลำนั้นจะเป็นฝ่ายชนะ ดังนั้นการแข่งขันพายเรือจะต้องอาศัยความพร้อมเพรียงของฝีพายแล้ว ยังขึ้นอยู่กับความสามารถของนายท้ายเรือและนายหัวเรืออีกด้วย

Untitled 1

          ประวัติการแข่งขันเรือยาวขึ้นโขนชิงธง ตำนานการแข่งขันเรือยาวขึ้นโขนชิงธง งานประเพณีแห่พระแข่งเรือชิงโล่และถ้วยพระราชทาน อ.หลังสวน จ.ชุมพร  การดำเนินชีวิตของคนไทยในอดีตมีความผูกพันกับสายน้ำ   มาเนิ่นนาน   การปลูกสร้างบ้านหรือชุมชน  ตั้งแต่สมัยโบราณกาลของคนไทย  จะเลือกทำเลที่ติดแม่น้ำลำคลองเป็นสำคัญ  เพื่อจะได้อาศัยน้ำในการเพาะปลูก   ดื่มกิน และใช้เพื่อชำระร่างกายเมืองหลังสวนมีแม่น้ำไหลผ่านเปรียบ เสมือนสายโลหิตหล่อเลี้ยงเมือง  ความสำคัญของแม่น้ำอีกประการหนึ่งก็คือ ใช้เป็นเส้นทางสัญจรไปมาและการขนถ่ายสินค้าเพื่อการค้าขาย  พาหนะที่ใช้ติดต่อกันก็เกิดจากฝีมือประดิษฐ์ของมนุษย์นั้นคือ เรือ ซึ่งนับว่าเป็นบทบาทสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ การคมนาคมขนส่ง ขนบธรรมเนียม ประเพณีและความสนุกสนานแก่คนไทยเป็นอย่างมากในสมัยก่อนเมื่อถึงฤดูน้ำหลาก ว่างเว้นจากการเพาะปลูก ปักดำทำนา ในราวเดือนกันยายนถึงเดือนธันวาคม โดยเฉพาะช่วงเทศกาลทอดกฐิน คนหนุ่ม คนสาว คนแก่คนเฒ่าตามหมู่บ้าน จะร่วมแรงร่วมใจกันตกแต่งเรือองค์กฐิน ไปทอดตามวัดวาอารามต่าง ๆ ที่ตนศรัทธา ซึ่งวัดส่วนใหญ่จะตั้งริมฝั่งแม่น้ำ ขบวนเรือทอดกฐินจะมีเรือลำใหญ่ ส่วนมากจะใช้เรือมาด ที่ตกแต่งมีธงทิวอย่างสวยงามเป็นเรือตั้งองค์กฐิน  นอกจากนั้นจะมีเรือขนาดรองลงมาพายนำและพายติดตามแห่องค์กฐินไปตามคุ้งน้ำ  มีพิณพาทย์  ลาดตจะโพนในเรือองค์กฐินบรรเลงอย่างสนุกสนานเสียงดังลั่นไปทั่วคุ้งน้ำ
 
          เมื่อทอดกฐินเสร็จเรียบร้อยแล้ว  ก็จะมีการเล่นเรือเพลง  และลงท้ายด้วยการพายเรือแข่งกันและการแข่งขันเรือยาวนี้เริ่มมีในท้องถิ่น หลังสวนมาเนิ่นนานไม่ปรากฏแน่ชัดว่าตั้งแต่สมัยใด แต่ในสมัยกรุงศรีอยุธยามีการแข่งขันเรือกันในเดือน 11 และถือเป็นพระราชพิธีประจำเดือนเพราะในช่วงเดือน 11 เป็นช่วงที่มีน้ำนองเปี่ยมสองฝั่งเหมาะแก่การแข่งขันเรือเป็นอย่างยิ่ง   ในสมัยแผ่นดินพระเอกาทศรถ   โปรดให้มีการแข่งขันเรือของทหาร  เพื่อต้องการฝึกซ้อมฝีพายเรือ  ลำใดเข้าเส้นชัยก่อน  ก็จะพระราชทานรางวัลให้เป็นกำลังใจ  เรือยาวที่ใช้ในการแข่งขันในปัจจุบันก็เป็นเรือที่พัฒนามาจากเรือที่ใช้ทำ สงครามในสมัยก่อนนั้นเอง
          ผู้สันทัดกรณีบางท่านสันนิษฐานว่า  การแข่งขันเรือยาวของหลังสวนคงจะเกิดขึ้นราว พ.ศ. 2387  ในสมัยรัชกาลที่  3  แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  เพราะในช่วงนั้นเมืองหลังสวนมีวัดเกิดขึ้นหลายวัด  การแห่พระลากพระก็คงจะเกิดขึ้นและมีการแข่งขันเรือยาวกันแล้ว
          ประเพณีการแข่งขันเรือยาวของหลังสวนเริ่มในวันแรม  1  ค่ำ  เดือน  11  ซึ่งเป็นวันออกพรรษาของทุกปี  เพราะในวันออกพรรษานี้ชาวพุทธจะไปร่วมทำบุญตักบาตรเทโวที่วัดจากความเชื่อ ที่ว่า  ในวันอันสมมุตินี้เป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาจากสวรรค์ชั้น ดาวดึงส์เพื่อโปรดสัตว์โลก  ซึ่งในสมัยนั้นก็คงจะใช้เรือเป็นพาหนะ  เสร็จจากการร่วมทำบุญตักบาตรแล้ว  ก็สนุกสนานด้วยการพายเรือแข่งกัน
          อย่างไรก็ตาม    ก็พอจะหาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สามารถอ้างอิงได้ว่า  การแข่งขันเรือยาวที่เมืองหลังสวน ได้มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานและสืบเนื่องมาเป็นเวลาร้อยปีเศษ กล่าวคือ เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้เสด็จประพาสทางชลมารคถึงเมืองหลังสวน ซึ่งในขณะนั้นมีฐานะเป็นเมืองจัตวาขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ร.ศ. 108 (พ.ศ. 2432) พระยาจรูญราชโภคากร (คอมซิมเต็ก ณ ระนอง) เจ้าเมืองหลังสวนขณะนั้น ได้จัดขบวนเรือรับเสด็จจากปากอ่าวไทย เพื่อนำเรือกลไฟพระที่นั่งทอนิครอฟต์มาตามลำน้ำหลังสวน และเสด็จประทับแรมที่ตำบลขันเงิน หนึ่งในขบวนเรือที่รับเสด็จในคราวนั้น คือ เรือมะเขือยำ สังกัดวัดดอนชัย ซึ่งเป็นเรือยาวที่ใช้ในการแข่งขันและครองความเป็นเลิศอยู่เสมอในสมัยนั้น (ปัจจุบันเรือลำนี้ยังอยู่ในสภาพดี เก็บรักษาอย่างดี ไม่ได้ใช้ในการแข่งขัน  แต่จะใช้เป็นเรือเกียรติยศ นำขบวนเรือพาเหรดในการเปิดสนามแข่งขันทุกปี)
          การแข่งขันเรือยาวในระยะแรก ๆ ไม่มีการมอบรางวัลใด ๆ เป็นการแข่งขันเพื่อความสนุกสนาน หลังจากที่ได้ทำบุญตักบาตรในตอนเช้า สมัยก่อนพายชนะ 1 ได้รับผ้าแถบ 1 ผืน และเมื่อได้รับผ้าแถบมาแล้ว นายหัวเรือจะนำมาผูกไว้ที่โขนเรือ ชนะหลายเที่ยวก็จะได้ผ้าแถบหลายผืน  และเมื่อเลิกพายแล้ว  ก็จะนำผ้าแถบเหล่านี้ไปเย็บติดกันเป็นผ้าม่านถวายวัดต่อไป ต่อมาได้มีการพัฒนาขึ้นมาเป็นลำดับ เรือมีความยาวมากขึ้น ใช้ฝีพายมากขึ้น และในปี  พ.ศ. 2482 ได้มี ขันน้ำพานรอง ของพระบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพย์อาภา ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในสมัยนั้น ซึ่งมีเงื่อนไขว่า ต้องชนะเลิศติดต่อกัน 3 ปี จึงจะได้รับขันน้ำพานรองเป็นกรรมสิทธิ์ เรือต่าง ๆ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนรับขันน้ำพานรองใบนี้กันอยู่หลายปี ในที่สุด เรือแม่นางสร้อยทอง ของวัดบรรพตวิสัย (วัดในเขา) ตำบลบางมะพร้าว อำเภอหลังสวน ก็ได้รับขันน้ำพานรองใบนี้เป็นกรรมสิทธิ์
          ในสมัยก่อนเรือพายที่แข่งขันไม่ได้กำหนดจำนวนฝีพายเช่นในปัจจุบัน แต่บางประเภทเป็นเรือเพรียวและเรือยาว โดยเรือที่มีฝีพาย 10?20 ฝีพาย จัดเป็นประเภทเรือเพรียว และเรือที่มีฝีพาย 20 ฝีพายขึ้นไปจัดเป็นเรือประเภทเรือยาว ในสมัยนั้นไม่มีกฎกติกาอันใดแม้แต่ลู่สายน้ำก็ยังไม่มีแข่งขันกันเพื่อสนุก สนานเท่านั้น วัดที่มีเรือยาวในสมัยก่อนนั้นมีไม่มาก เป็นวัดที่อยู่ริมแม่น้ำนับจากปากน้ำหลังสวนขึ้นมาก็มี  วัดในเขา วัดนาทิการาม วัดดอนชัย วัดต้นกุล วัดแหลมทราย วัดบางลำพู วัดโตนด วัดด่านประชากร วัดขันเงิน คู่ต่อสู้ที่สูสี ผลัดกันแพ้-ชนะ เป็นขวัญใจผู้ชมอยู่ได้หลายปี คือ เรือม้าย่องของวัดบางลำพู (วัดวิเวการาม) และ เรือสิงห์ทองของวัดแหลมทราย (วัดวาลุการาม)
          สมัยก่อนยังไม่มีเรือที่ใช้เครื่องยนต์  แต่ละวัดจะจัดเรือพระน้ำโดยใช้เรือยาวและเรือเล็กลากจูงมาจอดที่ท่าน้ำวัด ด่านประชากร  ซึ่งเป็นสนามแข่งเรือ พระภิกษุสามเณรจะนั่งมาในเรือพระเมื่อถึงเวลาแข่งเรือก็จะมีเรือมากมายแต่ง กายด้วยเสื้อผ้าแพรพรรณหลายสีสวยงาม ร้องเพลง เป็นที่สนุกสนานและมีเพลงเรืออยู่บทหนึ่ง คือ บทเกี้ยวสาวที่ว่า ปีนี้ไม่ได้ ผลัดไว้ปีหน้า ถึงวันลากพระค่อยมาจีบใหม่
          ปี พ.ศ. 2506  นายถ้วน พรหมโยธา ข้าราชการกรมโยธาธิการ ซึ่งเป็นชาวจังหวัดชุมพร  ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานโล่รางวัลชนะเลิศการแข่งขัน และโล่รางวัลชนะเลิศประกวดเรือประเภทสวยงามจากพระบาทสมเด็จพรเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ  เมื่อทั้งสองล้นเกล้าพระบรมราชานุญาตแล้ว สำนักพระราชวังได้แจ้งให้จังหวัดชุมพรและคณะกรรมการจัดงานประเพณีแห่พระ แข่งเรืออำเภอหลังสวน ส่งตัวแทนไปรับ จังหวัดชุมพรจึงขอความกรุณาให้ พลเอกครวญ สุทธานินทร์ เป็นตัวแทนเข้ารับพระราชทานโล่รางวัลจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และได้อัญเชิญโล่พระราชทานมาอำเภอหลังสวน ทำการแข่งขันเรือยาวในปี พ.ศ. 2507
          ปี พ.ศ. 2507 นายมังกร วรวิสุทธิสารกุล คหบดีคนหนึ่งของอำเภอหลังสวน เป็นประธานกรรมการจัดงานประเพณีแห่พระแข่งเรือชิงโล่พระราชทานเป็นปีแรก การจัดงานเป็นไปด้วยความยิ่งใหญ่มโหฬาร เพื่อให้สมพระเกียรติและด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของล้นเกล้าล้น กระหม่อมทั้งสองพระองค์  จึงได้ทำการถ่ายทำภาพยนตร์ไว้ด้วย เมื่อเสร็จสิ้นการจัดงานแล้ว นายส่ง มีมุฑา ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพรสมัยนั้น พร้อมด้วยนายมังกร วรวิสุทธิสารกุล, นางเดือนศิริ วรวิสุทธิสารกุล, นายบุญฤทธิ์ พรหมมาศ, นายชิต เทศพิทักษ์, นายชื่น รัตนราช, นายวงศ์ เชาวนกวี และนายกวยฮุย แซ่เอี้ยว ได้ขอเข้าเฝ้าเพื่อถวายฟิล์มภาพยนตร์ที่ได้ถ่ายทำในงานประเพณีแห่พระแข่ง เรือชิงโล่พระราชทาน ประจำปี 2507 แล้วทูลเกล้าถวายเงินรายได้จากการจัดงาน จำนวน 10,000.- บาท โดยเสด็จพระราชกุศลตามอัธยาศัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ทรงมีพระราชดำรัสกับคณะที่เข้าเฝ้าตอนหนึ่งว่า ขอให้ร่วมรัก สามัคคี ให้งานประเพณีอยู่ยั่งยืนตลอดไป
 

Specifications

  • ข้อมูลการติดต่อ
  • องค์การบริหารส่วนตำบลขันเงิน

ปีท่องเที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋อย่างยั่งยืน

ส่งเสริมให้ปี 2561 เป็นปีท่องเที่ยวแห่งชาติ 
และเป็นวาระแห่งชาติ

 
Logo Contest
 
 
 

ติดต่อสอบถาม

02 283 1500

เลขที่ 4 ถนนราชดำเนินนอก แขวงวัดโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร 10100

จันทร์ - ศุกร์ (เวลาราชการ)

004 Facebook  003 Twitter  001 Youtube

แผนผังเว็บไซต์

 

แผนที่ติดต่อกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

จำนวนผู้ชมนับจากวันที่ 1 พ.ย. 60 : 101071